|

ณัฐวุฒิ
สกิดใจ
เขาเป็นพระเอกมาแรงคนหนึ่งของช่อง 7 สี มีบทบาทมากมายที่เขาได้เล่นเป็นคนนั้นคนนี้ในละคร
แต่ในชีวิตจริง เขาก็เป็นเพียงแค่ผู้ชายธรรมดาๆ ที่อาจจะไม่ใช่อันดับ 1 แต่ว่าขอทำทุกอย่างให้ดีที่สุดก็พอแล้ว
ชีวิตวัยเด็กของป๋อเป็นอย่างไรบ้าง
เท่าที่จำได้คงจะเป็นช่วง ป.1 ป.2 ตอนนั้นคุณพ่อรับราชการอยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชร
ก็ตามคุณพ่อไป ติดสอยห้อยตามไปด้วย มีชีวิตเหมือนเด็กๆ ทั่วไป ปั่นจักรยาน
ดีดลูกแก้วอะไรแบบนี้ พอโตขึ้นมาหน่อยก็ย้ายกลับไปเพชรบุรี เพราะพื้นเพเดิมอยู่ที่นั่น
ตอนนั้นก็จะเน้นหนักไปในเรื่องการเรียนมากขึ้น เพราะว่าโรงเรียนจะค่อนข้างเข้มงวดเรื่องการเรียน
ก็จะเรียนหนังสือเสียส่วนใหญ่ตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.6 ผมจะอยู่ในโซนที่ของคนไม่ใช่เด็กเรียนแต่ก็ไม่ใช่เกเรมากมาย
ใครไปเที่ยวผมก็ไป แต่ไม่เคยเสียเรื่องการเรียน ก็จะติด 1 ใน 10 ของนักเรียนที่เรียนดีนี่...(ยิ้ม)
คงจะเป็นเพราะคุณพ่อด้วย คุณพ่อจะเป็นคนที่มีส่วนในเรื่องการเรียนมาก คุณพ่อเป็นคนที่เรียนเก่ง
ท่านก็จะปลูกฝังรากฐานการอ่านหนังสือ จะซึมซับมาพอสมควร แล้วจะดุนิดๆ จะดุแบบคนรุ่นใหม่
ใช้จิตวิทยามากกว่า จะไม่ตี จะไม่ใช้คำพูดแรงๆ จะนั่งคุยแล้วจะทำให้เรารู้สึกว่าเราผิด
วิธีการที่ผู้ใหญ่เขาจะพูดว่าเห็นมั๊ย มันผิดใช่มั๊ย ทำไมถึงไม่อ่านหนังสือ
พอไม่อ่านหนังสือหรืออ่านไม่เพียงพอ คะแนนมันก็ไม่ดีไปตามลำดับ
อีกอย่างหนึ่งก็คือคุณพ่อไม่ชอบการเปรียบเทียบ มันไม่ดี อย่าไปเปรียบเทียบลูกตัวเองกับคนอื่น
ผลที่ได้รับจะมีแต่ผลเสีย เด็กก็จะมีปมด้อย จะรู้สึกว่าทำไมถึงสู้เขาไม่ได้
จริงๆแล้วกำลังใจเป็นเรื่องที่ดี ให้เหตุผลว่าควรจะทำอะไรมากกว่า ส่วนคุณแม่เป็นพวกหน่วยจุกจิก
คือจะบ่นไปเรื่อย บ่นเล็กบ่นน้อย คุณพ่อจะมองอยู่ห่างๆ แล้วไม่คุยอะไร ให้แม่เป็นคนจัดการเรื่องเล็กๆ
แล้วคุณพ่อก็จัดการเรื่องใหญ่ๆตอนนั้นเราเป็นเด็ก เราก็จะเฉไปตามทางที่เด็กเป็น
เด้กจะไม่เดินตรงไปข้างหน้า อย่างดีอยู่แล้วจะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาทางนี้ดีสนุกไปทางนี้ดีกว่า
ชอบจะคอยจิ้มๆ ระหว่างทาง พอเฉไปก้อย่า...เข้ามาๆ เดินตรงทาง แต่ถ้าเกิดเราเฉไปมากๆ
คุณพ่อก็จะเข้ามาอีกทีคอยล้อมกรอบเรา ชีวิตเราก็ดำเนินไปข้างหน้าได้
ชีวิตในมหาวิทยาลัย
ผมก็มาอาศัยอยู่กับคุณอา น้องสาวแท้ๆ ของคุณพ่อ ที่กรุงเทพ ด้วยความที่ไม่อยากอยู่หอก็เลยมาอยู่กับคุณอา
อยู่กันมา 10 ปี ก็รักเราเหมือนลูก จะย้ายออกเขาก้ไม่ให้ย้าย คือรักมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษ
คุณพ่อคุรแม่ยังไม่เคยไปเยี่ยมเลย คุณอานั่งเครื่องบินไปเยี่ยมเพราะว่าคิดถึง
เราก้เหมือนเป็นลูกชายอีกคนของท่าน
ชีวิตในมหาวิทยาลัยก็มีบทบาทมากขึ้น คือตอน ม.4 จะไม่ค่อยทำกิจกรรมอะไรเลย
ไม่เล่นกีฬา มาเริ่มเล่นกีฬาเอาตอน ม.5 เริ่มรู้สึกว่าการเล่นกีฬามันดีนะ
ผมเล่นบาส เล่นเป็นตัวแทนโรงเรียน เป็นตัวแทนเขต แต่พอ ม.6 ก็เลิกกันไป
เรียนมหาวิทยาลัยรังสิต คณะวิศว ก็เริ่มทำกิจกรรมเพราะคิดว่าการเรียนอย่างเดียวมันไม่พอต้องทำกิจกรรมด้วย
ตอนนั้นผมก้เป็นหัวหน้าฝ่ายวินัย ปีสองก้เป็นฝ่ายวินัย พอปี 3 ก็ถูกเลือก
ใช้คำว่าถูกเลือกเพราะว่าไม่มีใครอยากเป็น ก็เลยบีบบังคับ ผมเป็นตำแหน่งที่ผมไม่อยากเป้นเท่าไหร่
เพราะต้องรับผิดชอบเยอะ
ชีวิตในมหาวิทยาลัยคุ้มมากได้ทำกิจกรรมให้คณะพอสมควร เป็นที่รู้จักของเพื่อน
ๆ ในรุ่น รุ่นน้องก้จะรุ้จักเยอะ เป็นประสบการณืที่ดี ผลของการทำกิจกรรมก็จะได้กับตัวเอง
หนึ่ง คือ คุณจะมีเพื่อนและเพื่อนก็ไม่ใช่แค่วันนี้พรุ่งนี้ จะเป็นไปตลอดชีวิต
คุณจบมา คุรไปติดต่องาน คุณเจอเพื่อน อ้าว...มาทำงานที่นี่เหรอ เคยเจอมั๊ย
หรือคุยกับคนนี้ เราไม่เคยรู้จักกับคนนี้หรอกแต่เป้นเพื่อนกับเพื่อนของเราอีกที
ก้ทำให้การทำงานของเราง่ายขึ้น ผมว่ามันมีประโยชน์นะ
เรื่องความรักก็มี พอมีนะ ก็ชอบ แต่ในสี่ปีที่เรียนมหาวิทยาลัย ผมไม่มีแฟนเลย
พยายามแล้ว แต่ไม่มีเพราะว่าเรียนวิศวะด้วย จะเป็นผู้ชายกลุ่มใหญ่ๆ จะใช้ชีวิตกันแบบผู้ชาย
เตะฟุตบอลกันตอนเย็น เล่นเกมกด มีดื่มสังสรรค์กันบ้าง ไปเรียนหนังสือบางวันก้ไม่อาบน้ำ
หน้าเป็นสิว เป้นเกลื้อน กลายเป็นว่าเราไม่ดูแลตัวเองถามว่ามองสาวๆ มั๊ย
มอง แต่เสน่ห์ไปอยู่ที่การแซวมากกว่า แล้วถ้าเกิดใครพาสาวมาได้คนหนึ่ง ก็จะเป็นแบบว่าเก่งว่ะ
เราต้องไปหามาบ้าง แต่ด้วยความที่ตอนนั้นเราไม่ดุแลตัวเอง แต่งตัวเห่ยๆ บางทีใส่เสื้อลายสก็อต
นึกว่าหล่อแล้ว ผู้หญิงเขาก็มองแบบ...เห่ยมาก จีบไม่ค่อยติด จีบเยอะนะ หลายคนเลย
ผมพยายามใช้กลยุทธ์เยอะมาก แต่ไม่ประสบความสำเร็จเลย(หัวเราะ)
ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ
ไปเรียนต่อที่อังกฤษ ไปด้วยความหวังเลยนะว่าอยากจะไปอยู่กับเพื่อน คิดว่าจะไปเรียนแค่หกเดือนไปเอาภาษาอังกฤษ
เพราะคิดว่าเราเป็นวิสวกรเราต้องติดต่องานกับพวกต่างชาติอยู่แล้ว ก็คิดว่าถ้าเราพูดภาาาอังกฤษได้ก็จะดี
อย่างน้อยก้คุยรู้เรื่อง ก้ไป แต่มันไม่ได้สวยหรูอย่างที่เราคิด มันมีปัยหาเยอะแยะ
คิดว่าจะไปทำงานด้วยก็ทำไม่ได้ ไป 3 เดือน กินข้าวกับปลาสลิดทุกวัน ข้าวก้ซื้อมาหุงเองด้วยนะที่ตลาดไทย
แบกกระสอบมา ส่วนปลาสลิดก็เอาไปจากเมืองไทย ตามห้างที่อยู่ในกล่องพลาสติก
ทอดแข็งๆ ไว้เลยน่ะ ตอนนั้นเอาไปเยอะ กะว่าจะกินได้สักหกเดือน ปรากฏว่ากินเดือนเดียวก็หมดเลยเพราะกินทุกวัน
มันก้ตลกดี
พอทำงานไม่ได้ก็รู้สึกเฟลหมดเลย เราแพลนเอาไว้ ผมบอกว่า ผมขอค่าเรียนกับค่าตั๋วเครื่องบินไป
ผมอยู่ที่โน่น 3 ปี ไม่กลับมาเลย ค่อนข้างมัธยัสถ์พอสมควร คือมันไม่มีตังค์
ตอนนั้นอีโก้ด้วยจบมหาวิทยาลัยแล้ว ไม่อยากขอเงินพ่อแม่ ไปโน่นเราไปหางานทำก็ได้
ซื้อตั๋วไปขาเดียวด้วย คิดว่าขากลับเราทำงานเก็บเงินแล้วก็ซื้อเอง กะว่าทำงานด้วยเรียนด้วย
พอทำงานได้ โอ๊ย... ทำไงละ เนื่องจากมีปัญหาเรื่อง วีซ่า อยู่ที่นั่นเดือนหนึ่งก็มานั่งแก้ปัญหาว่าจะทำยังไงดี
พอเข้าเดือนที่สองแล้วเครียดมากเลย เงินหมดอ่ะ เราก็เริ่มโทร.ให้ที่บ้านส่งมา
แล้วเราจัดการเรื่องวีซ่าจนเรียบร้อย ก็เริ่มทำงาน ทุกอย่างเริ่มเข้ารูปเข้ารอย
สักปีกกว่าก็เข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นก็ทำงานน้อยลง ช่วงนั้นเป็นปีที่เงินปอนด์แพงมาก
ตอนนั้นทำงานเสิร์ฟอาหารที่ร้านอาหารไทยอันดับหนึ่ง แล้วก็เคยไปขายเสื้อ
คล้ายๆ เป็นตลาดนัดจตุจักร ตอนเช้าตื่นตี 4 ไปจองแผงแต่เช้า จะได้แผงดีๆ
เข็นของใส่กระเป๋าเดินทาง ข้างในเป็นเสื้อสีขาวๆ เขียนว่าไทยแลนด์ แล้ววันหนึ่งเราจะต้องขายเสื้อให้ได้เท่านี้ๆ
ถ้าเราขายได้สามตัวก็พอจ่ายค่าแผง แต่ถ้าวันหนึ่งเราขายให้ได้ 5 ตัว เราจะได้ทุนคืนมาหน่อย
บางวันก็ขายได้ 2 ตัว 3 ตัว บางวันก็ 8 ตัว สรุปว่าธุรกิจนี้เจ๊ง ขาดทุน
จะมีแบบว่างานที่วัดไทย ไปทำพวกขนมปังหน้าหมู กับเกี๊ยวทอด นี่.. ทำเองเลยนะ
สับหมูใส่กระเทียมใส่ซอสถั่วเหลืองใช่มั้ย แล้วคลุกๆ ก็ใส่ชูรส จากนั้นห่อเกี๊ยวดูบอลไปเรื่อยๆ
ขนเพื่อนมาเต็มบ้านเลยนะ นั่งห่อเกี๊ยวกัน กับทำขนมปังหน้าหมู ฝ่ายหนึ่งก็ตัดขนมปัง
ตักหมูไป เราทำตั้งแต่สามทุ่มถึงประมาณตีห้า สลบไป หกโมงตื่นไปวัดไทย เราเพิ่งมารู้ทีหลังว่าพอทอดเสร็จ
เกี๊ยวเหนียวไปหมดแล้วอ่ะ เพื่อนกินปาหัวกลับมา แข็งมากจริงๆ พอเราห่อเสร็จเราก็ต้องทอดขายเลย
แล้วด้วยความที่อากาศมันเย็น ส่วนที่เราทำแล้วใส่ทัพเปอร์แวร์ไว้ มันก็แห้ง
ขนมปังก็แข็ง หมูก็เริ่มเปรี้ยวๆ เหมือนแหนมแล้ว เพื่อนกิน... อะไรวะ มันปาหัวเลย
แล้วเจ็บด้วย เพราะขนมปังแข็งมาก (หัวเราะ) โคตรเจ็บเลบ พอมีคนมาซื้อ ถ้าเป็นคนไทยเราก็บอกให้ไปซื้อร้านอื่น
ถ้าฝรั่งก็จะบอกเขาว่าอร่อยมาก หลอกฝรั่ง
ก็ใช้ชีวิตได้อย่างเข้าใจว่าความลำบากเป็นยังไง เมื่อก่อนนี่ไม่ทำเลย ทำไม่ได้
ไม่เป็นเลยสักอย่าง ส่วนเรื่องสาวๆ อยู่ที่โน่นก็ต้องมีกันบ้าง ไปๆ มาๆ แต่วงจรชีวิตก็ไม่ค่อยได้เจอสาวฝรั่งนักหรอก
จะเจอแต่สาวไทย ส่วนใหญ่เขาก็มีแฟนกันหมดแล้ว แต่ก็มีบ้างประปราย
วางแผนกับชีวิตของตัวเองอย่างไรบ้าง
คงจะเป็นเรื่องของรายได้ที่แน่นอนต่อเดือน โดยชีวิตของนักแสดงจะเป็นระดับหนึ่ง
เหมือนเป็นงานรับเหมา เราจะได้เงินต่อเรื่อง เราไม่ใช่รับราชการที่มีระบบเงินเข้ามาตลอดชีวิต
เขาเรียกเป็นความมั่นคงของชีวิต แต่สำหรับนักแสดงมันไม่เหมือนกัน ผมก็จะวางว่าทำธุรกิจ
ทำบริษัทมีกิจการเป็นของตัวเอง เพื่อที่จะให้มีรายได้เข้ามาจากทางอื่นนอกเหนือจากงานแสดง
ซึ่งงานแสดงเป็นงานหลักของผมอยู่แล้ว
ตอนนี้ก็มีธุรกิจเล็กๆ เป็นบริษัทออร์แกไนเซอร์ ชื่อมาสเตอร์พีช แล้วมีร้านอาหาร
ยังเป็นธุรกิจเล็กๆ อยู่ แต่ต่อไปอาจจะมีอะไรที่เป็นของตัวเองมากขึ้น ตอนนี้ต้องเก็บตังค์ก่อน
มีเวลาว่างบ้างหรือเปล่า
มีบ้างครับ แต่ตอนนี้ก็ไม่ค่อยมีแล้ว นอกจากงานแสดงก็ต้องไปดูร้านอาหาร ไปทำงานอย่างอื่นบ้าง
ผมว่าชีวิตผมมีแรงทำงาน ผมก็จะทำให้ดีที่สุด เพื่อที่อนาคตข้างหน้าเราจะได้สบายขึ้น
ช่วงนี้มีแรงอยู่
ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
เปลี่ยนจากดำเป็นขาวเลยครับ วันหนึ่งคุณคือป๋อธรรมดา แต่วันนี้คือ ป๋อ -
ณัฐวุฒิ คือเป็นที่รู้จักของทุกคน
มีคนพูดว่าเป็นพระเอกอันดับ
1 ของช่อง 7 รู้สึกอย่างไรบ้าง
ยังหรอกครับ ผมว่าทุกคนเป็นอันดับ 1 ของช่อง 7 ทั้งหมดแหละครับ มันแตกต่างที่ในแต่ละฟิลด์
งานละครจะมีหลายรูปแบบ แต่ละคนก็จะเป็นที่ 1 ในแต่ละแบบของแต่ละคนเท่านั้นเอง
บางคนก็เหมาะกับงานแบบนี้ บางคนก็เหมาะกับงานอีกแบบหนึ่ง ผมว่าไม่มีใครเป็นเบอร์
1 เบอร์ 2 หรอกครับ มันเป็นงานเฉพาะด้านกันไป
เอกลักษณ์ที่ใครๆ
จำได้
ไม่รู้ซิครับ ต้องไปถามคนอื่นดู แต่สำหรับตัวผมเองก็คือ ผมเป็นอะไรที่ง่ายๆ
สบายๆ แล้วก็มีสไตล์เป็นของตัวเองเหมือนกัน ข้อดีของผม ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
แต่ข้อเสียก็คือผมเป็นคนที่เวลาตั้งใจหรือคาดหวังอะไรเกินไปกับหลายสิ่งหลายอย่าง
เวลาไม่ได้ก็จะโมโหตัวเอง ข้อเสีย เลยไม่ค่อยปล่อยวาง ตั้งใจเกินไป บางทีตั้งใจมากแบบมันล้น
ถ้าเป็นน้ำก็เป็นน้ำที่ล้น ล้นแล้ว มันไม่มีความพอดี เรื่องบางเรื่องก็ควรจะปล่อยวางบ้าง
จนตัวเองเครียดแล้วโมโหตัวเอง มันดูซีเรียสเกินไป
ตอนนี้มีเว็บไซต์ของตัวเอง
ครับ ป๋อคลับ ดอตคอม ก็ดี น้องๆ เขาน่ารัก มันเหมือนเป็นจุดศูนย์รวมของคนที่อยากเจอผมจริงๆ
ชอบผมจริงๆ แล้วเข้ามาในเว็บนี้ แล้วก็เหมือนกับว่าเราจะมาคุยกัน เขาจะคุยเกี่ยวกับเรื่องของผมในช่วงแรก
หลังๆ เขาก็จะคุยเรื่องกันเอง เหมือนเป็นจุดรวมของคนที่มาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมาย
บางทีเขาก็นัดไปกินก๋วยเตี๋ยวกัน นัดไปเที่ยวกัน มีกิจกรรมร่วมกัน ผมก็ดีใจที่ทำให้คนรู้จักกันได้
คนเข้ามาเยอะแล้วครับ คราวที่แล้วก็มีกิจกรรมไปมีตติ้งด้วยกันที่สถานเด็กพิการซ้ำซ้อน
บางคนมาจากภาคเหนือ ภาคใต้ เมืองกาญจน์ เยอะแยะไปหมด มีหลายรุ่นมากเลย ตั้งแต่อายุ
10 กว่าจนถึงแบบห้าสิบกว่า หกสิบกว่า คือคุณแม่มาร่วมงาน พอคุณแม่จะกลับ
ก็ให้ลูกมารับเพราะแม่เป็นสมาชิกแฟนคลับ ก็น่ารักดี
อยากให้เขารักเรา ไม่ใช่เพราะเราเป็นดารา ให้เห็นเราเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง
เป็นลูกชาย มาคุยกันดีกว่าแล้วทำกิจกรรมร่วมกัน มันมีความสุขมากกว่า ผมก็บอกเขาว่าไม่รู้วันหน้าผมจะเป็นยังไง
วงจรมันก็ต้องเปลี่ยนไป ความนิยมมันก็ต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ก็อยากให้เรายังอยู่กันได้เพราะเราเป็นพี่เป็นน้องเป็นเพื่อนกัน
ฝากอะไรถึงแฟนๆ
บ้าง
อย่าเพิ่งเบื่อหน้ากันก่อนนะครับ (ยิ้ม)
|