จากเด็กเสิร์ฟถึง ป.โท "ป๋อ" ณัฐวุฒิ สกิดใจ "ผมไม่อยากดัง"
เข้าวงการบันเทิงแค่ปีสองปี ชื่อ ของ ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ ก็อยู่แถวหน้า และ ยิ่งได้รับบทพระเอกในเรื่อง "ดาวหลงฟ้าภูผาสีเงิน" คู่กับ คุณพลอยไพลิน เจนเซน พระธิดาใจทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ชื่อของเขาก็ได้รับการกล่าวขานมากขึ้น ด้วยว่า เป็นละคร ฟอร์มใหญ่ของช่อง 7 ละครเรื่องนี้เป็นที่สนใจของผู้คนทั่วไป ทั้งบริษัท กันตนา ผู้สร้างเองก็ทุ่มงบประมาณและทีมงานเพื่อให้งานออกมาประณีต นักแสดงหลายคนเกิดอาการเกร็งในตอนแรก
เพราะอะไรคงไม่ต้องสาธยาย "ป๋อ" ก็เช่นกัน เขายอมรับว่า "เกร็ง" 100% แต่เปลี่ยนจากตรงนั้น มาเป็นความตั้งใจดีกว่า เก็งไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ดี ทุกอย่างถ้าเราเกร็งมันก็จะกั๊กหมดเลย ความรู้สึก สายตา อารมณ์ มันจะไม่ออกมาเต็มที่ พอเราสบายตัวขึ้นก็ดีขึ้น ส่วนคุณพลอยมีความเป็นกันเอง น่ารัก เป็นคนที่อัธยาศัยดีอยู่แล้วด้วย ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมาก เรารู้สึกว่าเรากล้าที่จะ เล่นละครมากขึ้น เวลาอยู่ในกองถ่าย "ป๋อ" บอกว่าพยายามใช้ภาษาไทยกับท่าน เวลาเล่นละครจะได้รู้สึกเป็นปกติ จะได้ไม่ต้องมาเทรนเป็นภาษาไทย ซึ่งจะไม่เป็นธรรมชาติ
- งานแสดงกับถ่ายโฆษณาอันไหนยากกว่ากัน
งานแสดงยากครับ และคนละแบบกันเลย เพราะงานโฆษณาวันเดียว หรือสองวัน โฆษณาจะคนละทางกับงานแสดงมันจะโอเวอร์ แอคติ้งเยอะกว่า แต่ละครเป็นอะไรที่เป็นธรรมชาติ ที่ผมถ่ายโฆษณาก็มี ลูกอมฮอลล์ ผู้หญิงขึ้นลิฟต์ ลงลิฟต์ แล้วบอกว่า เสื้อสวยขึ้นนะ และก็มี ซิตี้แบงค์ในแคมเปญว่า "วันนี้คุณมีโอกาสรับของรางวัลจากซิตี้แบงค์รีวอร์ด ง่าย ๆ และเร็วขึ้น" อันที่สามเป็นเหล้า
- กับข้อครหาที่ว่าเป็นคนโปรด ของคุณแดง (สุรางค์ เปรมปรีดิ์) เจ้าตัวแจงให้ฟังอย่างละเอียด
"ผมว่าเป็นเพราะหนึ่ง คือ ผมยังใหม่ คุณแดงก็ต้องพยายามโปรโตมให้มีชื่อเสียง ดัง ๆ ให้เป็นดารา เพราะเราต้องขายการแสดงขายเราเอง เป็นเรื่องการตลาด เหมือนผมรับนักแสดงมาใหม่คนหนึ่ง ผมจะปล่อยให้เขาไปสู้ตามลำพัง เหรือ เราต้องสนับสนุนเขา คุณแดงก็เคยพูดว่า เราจะให้การสนับสนุนคุณอย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับผลตอบรับของประชาชนเป็นสำคัญ ท้ายที่สุดคือ ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ถามว่าช่อง 7 จะสนับสนุนผมไหมก็ 100% เพราะว่าช่อง 7 เหมือนผู้ผลิต คุณเป็นผู้แสดง เราก็สนับสนุนคุณ ถ้าคุณจะดังประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนแล้วแต่คุณ อันนี้แล้วแต่เสียงตอบรับ" หากดูละครที่ลาจอไปแล้ว เรื่อง "เก็บแผ่นดิน" จะเห็น "ป๋อ" หุ่นและหน้าตาค่อนข้างสมบูรณ์ แต่พอมาเล่นเรื่อง ดาวหลงฟ้าฯ รูปร่าง กลับเพรียวขึ้น เจ้าตัวเผยเคล็บลับว่า "ตอนนี้ผอมลงเพราะทำงานเยอะมาก เหมือนกับว่าเราทำงาน 6 วัน และผมไม่ได้พักผ่อน เวลาพักผ่อนน้อย ร่างกายก็ลดลงไปตามระเบียบ ถ้ามันผอม หน้าดีก็โอเค ถ้าหน้ามีเนื้อพอออกทีวีจะดูอ้วนใหญ่เลย ก็พยายามจะคอนโทรลให้ได้ ออกกำลังกายเยอะมาก ยกเวต เล่นเวต พอมาทำงานเราไม่มีเวลา อาศัยวิดพื้น ซิตอัพตามกองถ่าย มันค่อนข้างที่จะมีเวลาจำกัด แม้แต่รอยยิ้มของตัวเองก็หายไป"
- ส่วนฝีมือในการแสดง เขาไม่กล้าที่จะคอมเม้นต์ตัวเอง
"ผมพยายามจะพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เรื่อง ตรงนี้เราพูดไม่ได้ว่าเราพัฒนาแล้ว แต่ อยากให้มีพัฒนาการ เราอยากจะเป็นนักแสดงที่เล่นได้หลายบทบาท ไม่ใช่พระเอกอย่างเดียว อยากจะแสดงบทบาทที่ขรึมก็ได้ ไม่ใช่เล่นละครก็เล่นอยู่ หน้าเดียว ชีวิตก็ไม่สนุกด้วย ถ้าอย่างนั้นเล่นละครก็เล่นแบบเดิม ๆ ต้องเปลี่ยนไปเป็นคนโน้น เป็นคนนี้บ้าง ตลก หรือ ขรึมบ้าง มันจะเป็นสีสันให้ ตัวเอง แต่ละเรื่องจะเป็นก้าวบันไดให้ตัวเอง ทำแล้วดีไหม ถ้าประชาชนเขามองว่าเรามีพัฒนาการนั่นแหละดี" แม้จะทำงาน 6 วันในหนึ่งสัปดาห์ ป๋อ ก็มีเวลาพักอย่างที่เขาบอก "เวลาเครียด ๆ ก็ช้อปปิ้งบ้าง จริง ๆ ผมเป็นคนไม่ค่อยใช้เงิน เป็นคนขี้งก ทำงานมาแล้วมันเหนื่อยก็อยากทำอะไรที่เป็นหลักเป็นฐานมากกว่า ถ้าว่างจะไปออกกำลังกาย เพราะเป็นคนผอม และ ผิวคล้ำด้วย อยากจะเป็นคนบึ้ก ๆ ผมอยากหน้าตาขาว ๆ ตี๋ ๆ ผมชอบ แล้วอยากหน้าตาแบบฝรั่ง ผมไม่ชอบหน้าแบบผม"
- หลายคนเมื่อรู้ว่าพระเอกรูปหล่อเรียนจบปริญญาโทก็ให้เสียดายวิชาความรู้ที่เรียนมา
แต่สำหรับ "ป๋อ" ให้เหตุผลว่า "ผมจบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์โยธา จากมหาวิทยาลัยรังสิต หลังจากนั้นผมไปต่อปริญญาโทเรียนเอ็มบีเอที่มหาวิทยาลัยเซาธ์อีสเทิร์น ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นเอ็มบีเอ ผมเองเสียดายความรู้ เหมือนกัน แต่ผมว่ามันไม่ม่ทางเลือกสำหรับคมากนัก ในโลกนี้ไม่มีมากนักที่ใครจบมา และได้ทำงานที่ตัวเองรัก แล้วจะประสบความสำเร็จมันจะต้องเป็นเรื่องที่เราสนใจด้วย และเป็นเรื่องที่เราจะต้องมองว่าทุกสิ่งทุกยอ่างมันดีสำหรับเราอยู่แล้ว โอกาสที่เราได้ มาต้องทำไว้ก่อน ต้องคว้าไว้ก่อน ผมไม่เสียใจที่เลือกมาทางนี้ แต่ถ้าถามอว่าอยากเป็นดาราดังไหม ไม่ เพราะผมอยากทำงาน ผมอยากได้เงิน อยาก มีรายได้ ถามว่าผมเข้าวงการนี้เพราะอยากดังเหรอ ไม่ใช่ผมไม่อยากเลือก ผมคิดว่างานอะไรก็ได้ที่ทำแล้วมีรายได้จุนเจือครอบครัว พอเราเลือกมาทำ มันก็เป็นเรื่องความรับผิดชอบของงานแล้ว ไม่ใช่มาแล้วคิดว่าตัวเอง หน้าตาพอใช้ได้ และจะเข้ามาอยู่ได้ เพราะการที่คนจะเลือกดูหน้าดารา ไม่ใช่ เขา เลือกดูแค่เรื่องแรก หรือเรื่องที่สอง เรื่องที่สมา และ สี่ คุณต้องผ่านงานแสดงแล้ว เขาจะไม่มองว่าคุณหล่อ ไม่หล่อ เขาจะมองคุณที่งานแสดง
- สงสัยว่ามีดีกรีถึงปริญญาโท มีส่วนทำให้การเป็นดาราได้รับความสนใจ หรือ ดังมากขึ้นหรือไม่
่"ป๋อ" บอกว่า ถ้าผมเลือกทำงานได้ ผมก็ทำงานแล้วล่ะ ไม่มาเป็นดาราหรอก เขายังพูดถึงนักแสดง นักร้องหลายคนที่ยึดอาชีพในวงการบันเทิงแทนที่จะเรียนให้จบว่า "เวลาทำงานคุณควรเรียนให้จบก่อน แล้วค่อย มาแสดงไม่ดีกว่าเหรอ ดีกว่าเรียนไปทำงานไป แล้วก็เรียนไม่จบด้วยเหมือนกับดาราหลาย ๆ คน ทำงานไปเรียนไป ท้ายสุดต้องเลือกจะเรียนหรือ ทำงาน บางคนเลือกเรียนก็หายไปเลยจากวงการ กลับมาอีกทีก็ไม่ได้แล้ว บางคนเลือกทำงานทำไปสักพัก ชื่อเสียงเริ่มดาวน์ลง ทำไปสักพักจะกลับ ไปเรียนก็ไม่ได้แล้ว ช้าไปแล้ว ผมว่ามันน่าจะเป็นสูตรสำเร็จที่ดี คือ เรียนจบแล้วค่อยมาทำงาน อย่างผมก็ทำงานของผมไป แต่บางทีคนจบปริญญาโท แถวบ้านผม (เพชรบุรี) เขาก็ขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ทำไรจบโทแล้วจะมาเป็นดาราไม่ได้ กลับทำให้ยกระดับคำว่านักแสดงมากขึ้นด้วย อย่างน้อยก็เป็น คนมีความคิด ไม่ใช่มีแต่คนพูดว่าเป็นดาราก็เต้นกินรำกิน เดี๋ยวนี้ไม่มีใครมาว่าได้แล้ว เพราะแต่ละคนจบปริญญาโทก็มี จบปริญญาตรีก็เยอะ คุณจะมา ว่าได้อย่างไร หมายความว่าภาพของเมื่อก่อนมันเป็นอย่างนั้น แต่ดาราไม่ใช่อาชีพที่เป็นอะไรมาจะทำได้ กลายเป็นว่าคุณจะต้องมีสมองมีความคิด ต้องมีความสามารถ" ช่วงเรียนที่เมืองผู้ดี "ป๋อ" ได้ประสบการณ์มาเยอะ และทำให้เขาแกร่ง "ผมไปเป็นเด็กเสิร์ฟที่ต่างประเทศได้ประมาณ 2 ปีกว่า เป็นเด็ก เสิร์ฟของแท้เลย เราได้อะไรเยอะแยะ สามารถทำงานภายใต้ความกดดันได้ดี ในภาวะกดดัน เรารู้สึกว่าแย่เราจะทำงานตรงนั้นได้ดี ตัดสินใจได้ดีมากขึ้น ไม่โมโหง่าย ไม่ติดสินใจโดยใช้อารมณ์ เพราะทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟเครียดมาก เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาต้องอยู่ภายใต้ความกดดันของคนตลอด"
- มายืนอยู่ตรงจุดนี้ พ่อแม่ว่าอย่างไรบ้าง
"ตอนแรกค่อนข้างจะประท้วง ไม่เห็นด้วย เพราะว่าเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง แต่ตอนหลังเห็นเรามีผลงาน เสียงตอบรับดี ก็เริ่มจะโอนอ่อน ผ่อนตามความรู้สึก และเริ่มที่พูดคุยกันในเรื่องผลงานของเรา
- วางแผนจะประกอบธุรกิจส่วนตัวอะไรหรือเปล่า
"วางแผนครับ เพราะประมาทไม่ได้เหมือนกัน ของอย่างนี้ขึ้นเร็ว ลงเร็ว เราก็เห็นกันอยู่ ต้องคิดเป็นสเต๊ป ตอนนี้เราเก็บเงินก่อน เก็บเงิน ให้ได้ดีพอสมควร แล้วก็สร้างหลักฐานโดยประกอบธุรกิจต่าง ๆ ให้มีเงินประจำมาหมุนเวียน ไม่ใช่เป็นการรับจ้างถ่ายแล้วก็ได้เงิน อาจจะเป็นเรื่องของ การทำร้านอาหาร ทำอะไรไป"
- ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 27 ปี คงมีสเป๊ก สาวในดวงใจแน่
"ไม่มีอะไรมาก แค่คิดดีทำดีก็พอแล้ว คือผมไม่ใช่คนอายุน้อย จะมาเลือกผู้หญิงมาเป็นอะไรมากมาย เรามองจากมุมหนึ่งว่าถ้าเราคบใครก็คือ ยาวไปถึงแต่งงาน และคนนั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องสวยมากแล้ว แค่เข้าใจเรา และรักในสิ่งที่เราทำ รักที่เราเป็นเรก็พอแล้ว ผมว่าความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะแต่งงานไปแล้วก็ต้องมีเรื่องการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น ผมอาจจะไม่ได้มองแบบแฟนตาซีว่าเราต้องมีแฟนสวย ๆ น่ารัก เท่ห์ ๆ แฟนต้องรวน มันไม่ใช่พ้อยต์ หรือความรักที่เราจะสร้างให้เกิดขึ้นมาในชีวิต ความสุขของบ้านหลังใหญ่ แต่มีคนอยู่แค่ 2 คน ก็ไม่มีประโยชน์ สู้บ้าน หลังเล็ก ๆ มีคนอยู่ 5 คนยังอบอุ่น มีความสุขมากกว่า ความสุขางใจผมว่าเป็นเรื่องที่มีค่า มากกว่าเยอะ" พอถามตรง ๆ ว่าเคยมีประสบการณ์ความรักมาบ้างหรือยัง กลับถูกต่อว่าเล็ก ๆ (แบบว่าเหมือนไม่ให้เกียรติคนหล่อ) "มีอยู่แล้วครับ อายุขนาดนี้แล้วจะไม่มีได้อย่างไร จะไร้รักได้อย่างไร" (หัวเราะ) "ป๋อ" พูดถึงละครบ้านเราที่ถูกวิจารณ์ว่าน้ำเน่า และยังไม่มีทีท่าว่าจะพ้นสภาพนี้ (ท่าทาง และน้ำเสียงจริงจัง) "มันเป็นเรื่อองเป็นไปได้อยู่แล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังดูละครตลาด เพราะอะไรคนถึงขอบดูคนตบตีกัน ผมมานั่งวิเคราะห์ดู เชื่อว่า 70-80% ยังชอบดูละครแบบนี้อยู่ แถมว่าคนที่มีระดับชีวิตสูงมากหน่อยไม่ได้มองอย่างนั้น คือผมว่าละครเครียด ๆ ด่ากัน เป็นละครที่ไม่ต้องแปล ดูแล้วมันผ่านโสต ดูแล้วสะใจดี แต่ ละครที่ต้องคิดมาก ๆ ทำดี ๆ ต้องไปแปลเยอะ บางทีคนเราทำงานมาทั้งวัน เวลาดูละครอยาก ดูละครตลก ดูแล้วก็ผ่านโสต ถามว่ามีใครบ้างอยากทำละครน้ำเน่า ไม่มีหรอกครับ มีใครบ้างอยากโดนด่า แต่ที่ทำเพราะเป็นละครตลาด ทำแล้วมีสปอนเซอร์ซื้อเยอะมากกว่าละครบางเรื่องอีก เพราะคนส่วนใหญ่ของประเทศดู ต่อให้คุณทำดีแล้วไม่มีสปอนเซอร์ คุณก็เป็นผู้กำกับคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น คุณภาพกับปริมาณมันจะสวนทางกัน อยู่แล้ว หรือคุณภาพกับธุรกิจมันจะสวนทางกันอยู่แล้ว ถ้าคุณอยากขายของอย่างหนึ่ง ขายละคร เรื่องหนึ่ง ขายไปไม่มีใครซื้อก็เท่านั้น" วกมาเรื่องอื่นในสังคมไทยบ้าง "ป๋อ" มองปัญหาของวัยรุ่นในปัจจุบันว่า "ยาเสพติดอย่างเดียวเคยครับ ผมมีลูก ผมอยากส่งลูกไปเรียน ใกล้มันไกลผู้ไกลคน แต่เดี๋ยวนี้ก็หนีไม่พ้นแล้ว มีทั่วประเทศไทย อยากให้พ่อแม่ระวังมากที่สุด เพราะเงินทองก็ของนอกกาย พ่อแม่ควรใส่ใจลูกมากกว่า วันใดก็ตามลูกคุณรวยร้อยล้าน พันล้าน แล้วลูกคุณติดยาเสพติด มันก็เท่านั้น เพราะมันเป็นผมตามมาอยู่แล้ว พอรวยก็ไม่มีเวลาให้ลูก มีแต่เงินให้ลูกใช้ ลูกไม่ได้อยู่กับพ่อ แม่ก็ไปเที่ยวกับเพื่อน วัยรุ่นเขาก็มีการลองอะไรมากขึ้น มีการทดสอบว่าเพื่อนเสพแล้วทำไมเราไม่เสพคนเดียว เด็กเขาไม่รู้ว่าผล เป็นอย่างไร แรก ๆ อาจเป็นเรื่องความสนุก เสพแล้วเมาดีนะ พอเสพไปเรื่อย ๆ ความต้องการมากขึ้น ผลสุดท้ายก็ติดแล้วเลิกไม่ได้ ผมว่าสังคมไทย ไปโฟกัสเรื่องการทำงานมากไป จนสภาพครอบครัว และสภาพจิตใจแย่ลงเรื่อย ๆ สังเกตสิครับมีแต่ คนเมายาบ้า ฆ่าลูก ฆ่าเมีย เพราะยาเสพติดตัวเดียว"
- ก่อนจบบทสนทนา ซึ่ง "ป๋อ" ปลีกเวลาพักขณะถ่ายละคร และ ฝากไปยังบรรดาแฟน ๆ ทั้ง หลายว่า
"ผมอยากจะให้มองเรื่องการทำงาน ของผม อยากให้งานของผมมีพัฒนาการ และ พยายามทำงานให้ดี ถ้าถามว่าผมเหนื่อยไหม กับการทำงานตรงนี้ บอกได้เลยว่าเหนื่อยมาก และอยากให้ แฟน ๆ ทุกคนเข้าใจ ผมเข้ามาทำงานตรงนี้ไม่ได้สุกเอาเผากิน ไม่ได้ทำงานลวก ๆ ผมตั้งใจมาก ถ้าใครอยู่ใกล้ชิดจะเข้าใจ ไม่อยากให้มองผมแบบผิวเผิน อยากให้มองว่างานผมเป็นยังไง ดีกว่าเรื่องที่สองไหม หรือดีจากเรื่องที่สามไหม ให้มองบุคลิกตรงนั้นมากกว่า ผมไม่ใช่ผู้ชายที่หล่อเห็นแล้วกรี๊ดสลบ หัวทิ่ม หัวตำ ผมไม่ใช่คนอย่างนั้น ไม่ใช่ผู้ชายหุ่นดี ล่ำบึ๊ก เล่นเวตมาเป็นเวลา 3 ปี ไม่ใช่ผู้ชาย ที่แสดงเก่ง แต่ผมอยากทำให้วงการนี้ดีที่สุด อย่างน้อยผมก็เป็นคนหนึ่งที่มีหน้าตาไทย ๆ ถึงแม้จะไม่หล่อมาก แต่ก็เป็นคนไทย ซึ่งเป็นพันธุ์ที่น่าจะ สงวนไว้บ้าง" คงเห็นแล้วว่าหนุ่มปริญญาโทคนนี้ เป็นนักแสดงที่มีวิสัยทัศน์ ความคิดเห็นและมุมมองทั้งหลายคงทำให้แฟน ๆ ได้รู้จักหนุ่มคนนี้มากขึ้น นอกเหนือจากบทบาทในทีวี "ที่ล้วนเป็นเพียงภาพมายา"
                                                                                                                                              จาก หนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน
                                                                                                                                              ขอบคุณ พี่นะ