ใครบ้างเป็นพระเอกในจอได้ตลอดกาล คำว่าตลอดกาล ความหมาย ณ ที่นี้
หมายถึง
มีงานแสดงอย่างต่อเนื่องยาวนาน และได้รับความนิยมจากประชาชนคนดูหนัง
ดูละคร
ซึ่งผลงานจะเป็นตัวพิสูจน์ความนิยม มิใช่ได้รับความชื่นชมเฉพาะ
บุคคลในกลุ่มของตนเท่านั้น
และสิ่งเหล่านี้จะอยู่กับดารา-นักแสดงเพียงชั่วคราว
ทว่าหากพวกเขาและเธอเหล่านี้ไม่ยึดติด มีสติ และเข้าใจคำว่าได้มากับเสียไป
เขาและเธอก็จะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขในโลกใบนี้ภายใต้
เกราะชีวิตที่ถูกฉาบด้วยภาพแห่งมายา ซึ่งเป็นเพียงสิ่งลวงเท่านั้น
ณัฐวุฒิ
สกิดใจ นักแสดงซี่งเป็นหน้าเป็นตาให้กับสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สี
อยู่ในขณะนี้ เขาเป็นคนหนึ่งที่เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง
หลังจากจบปริญญาโททางด้านการตลาด จากอังกฤษ คนข้างนอกมักสงสัย
และมีคำถามอยู่ในใจว่าเรียนมาระดับนี้ ทำไมมาเป็นดารา
มันคงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกแต่อย่างใด สำหรับการที่บางคนอาจจะ
ไม่ได้ทำงานตามที่ตนเองศึกษามา แต่มันอยู่ที่คุณทุ่มเทตั้งใจ
และซื่อสัตย์รับผิดชอบกับงานที่เราทำอยู่หรือไม่
เช่นเดียวกับ ป๋อ ณัฐวุฒิ ที่แม้เขาจะได้ได้เข้าวงการตั้งแต่วัยรุ่น
แต่เขาก็มีวุฒิภาวะสูงพอที่จะแยกแยะการทำงาน การวางตัวของตนเอง
โดยเฉพาะอาชีพของนักแสดง ที่นอกจากการแสดงที่ต้องใช้ฝีมือแล้วยังมี
องค์ประกอบด้านอื่นที่มีส่วนทำให้ประสบความสำเร็จในสายอาชีพนี้ ป๋อ
ณัฐวุฒิ
เป็นคนหนึ่งที่ต้องตรวจสอบการแสดงของตัวเองทุกครั้งที่มีการถ่ายทำละครในแต่ละคัท
แต่ละซีนเพราะต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดออกไป
สู่สาธารณชน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบอีกอย่างหนึ่งที่นักแสดงที่ดีพึงกระทำ
- ป๋อมีความตั้งใจจะหยุดพักในการทำงานถ่ายทำละครบ้าง
แต่พระเอกท็อปฮิตอย่างเขาก็ยังไม่มีโอกาสนั้นสักที ด้วยอายุงานสองปีเศษ
ๆ
สำหรับวงการบันเทิง เขาถ่ายละครต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งเขากล่าวว่า...
"เป็นเพราะว่าเรายังต้องทำงานต่อไปทุกคนทำงานเยอะก็อยากพักนะครับโดยธรรมชาติ
แต่เมื่อเรายังอยู่กันเป็นองค์ประกอบของสังคมเราก็ต้องยอมรับกติกาของสังคมเมื่อมีงาน
เราเป็นบุคคลหนึ่งที่จะต้องรับผิดชอบงานตรงนั้น ซึ่งผมขอเรียกว่าหน้าที่
ผมต้องทำให้ดีที่สุด เวลา
พักผ่อนนั้นมีอยู่แล้ว แต่ระยะยาว ๆ ยังไม่มี และการที่ผมเข้ามาในวงการนี้ก็เพราะว่าผม
สมัครมาเป็นนักแสดงของช่อง 7 สี่ นั่นก็หมายความว่าตั้งแต่วันแรกผมต้องยอมรับกติกา
ของช่อง 7 สีอยู่แล้ว และการเป็นนักแสดงของช่องก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
เท่าที่จะทำได้"
-
ละครทุกเรื่องที่ช่องบอกให้เล่นก็ต้องทำอย่างนั้นใช่ไหม?
"มีการพูดคุยกันก่อนครับโดยองค์ประกอบจริง
ๆ มีการพูดคุยกันบ้าง
งานละครทุกเรื่องผมเข้าติดต่อและพบ คุณแดง (สุรางค์ เปรมปรีดิ์)
โดยตรงอยู่แล้ว ตอนแรกจะมีบทผ่านมาทางผู้จัดการผมก่อน ให้ดูว่าเป็นอย่างนี้
ๆ
และแสดงร่วมกับใครบ้างสกรีนมารอบหนึ่งแต่โดยส่วนใหญ่แล้ว
จากละครที่รับมา จะได้รับการสกรีนจากผู้ใหญ่คือ คุณแดงอยู่แล้ว
ละครที่ผมแสดงก็มีการวางตัวที่ดีอยู่แล้ว ไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไร นางเอกที่ผม
ทำงานด้วยจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ก็ดูแปลก ๆ ดีกครับ
และแต่ละเรื่องจะมีเสน่ห์ที่ต่างกัน
ผมเชื่อว่าทุกบริษัทอยากทำละครที่ดีออกมาทั้งนั้น ทีนี้ประชาชน
จะเป็นผู้ตัดสินใจ ส่วนผมก็ทำหน้าที่ของผมเป็นนักแสดงเท่านั้น"
-
สองปีที่ผ่านมา กับผลงานละครที่ออนแอร์มาทั้งหมดร่วมสิบเรื่อง
คิดว่ามากเกินไปไหม?
"ผมมองว่าเป็นช่วงการปรับตัวนะ
คนที่เข้ามาใหม่ ๆ
ก็ต้องทำงานหนักหน่อยเพื่อที่จะพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ เป็นกระบวนการที่จะต้อง
สปีดตัวเอง เราต้องวิ่งอยู่ตลอดเวลา เราต้องทันตรงนั้น และเราคงพักไม่ได้
ถ้าเผื่อว่าทำแล้วหยุด หยุดแล้วทำมันก็เป็นดีในเรื่องของการล้างตัวเอง
ในคาแรคเตอร์เก่า ๆ ใส่คาแรคเตอร์ใหม่ ๆ
แต่บางทีเราจำเป็นต้องทำโดยเหตุผลทางธุรกิจ หรือเหตุผลอะไรก็ตามแต่
ผมเชื่อว่ามันก็มีข้อดีอยู่บ้างคือ
ทำให้เราได้พัฒนาฝีมือเราเห็นงานของเราเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเรารู้ว่าเรา
จะต้องแก้ไขหรือปรับปรุงตรงนี้
หรือตรงไหน พอเรื่องใหม่เข้ามาเรามีการ
พัฒนาทันที"
-
แล้วละครเรื่องไหนที่ป๋อพอใจมากที่สุด?
"ผมทำงานด้วยความตั้งใจทุกเรื่อง
ละครแต่ละเรื่องก็อย่างที่บอกนะว่ามันมีเสน่ห์ไม่
เหมือนกันแต่ละครเรื่อง "สาวน้อย" เป็นงานที่ผมภูมิใจ
คือเล่นแล้วชอบ เพราะผมได้ใช้อารมณ์อย่างเต็มที่ และใช้ศิลปะพอสมควร
ทำการบ้านพอสมควร และได้เล่นกับนักแสดงที่มีคุณภาพด้วยอย่าง
พี่หมู (ดิลก ทองวัฒนา) พี่เขาจะบอกว่าอย่างนี้ไม่ดีนะ ต้องมองอย่างนี้
จะมีการสอนอยู่ตลอดเวลา
-
ซึ่งละครเรื่องนี้ก็สร้างกระแส ป๋อ ฟีเวอร์
ขึ้นมาแล้วตอนนี้เรตติ้งเป็นอย่างไรบ้างเมื่อต้องปรากฎตัวตามที่ต่าง
ๆ
"ยังมีคนให้การต้อนรับที่ดีในระดับหนึ่งต้องขอบคุณแฟน
ๆ
ละครที่ยังรักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนเดิม แม้จะมีข่าวอะไรมาบ้างก็ตาม
แต่คือเราก็ยิ่งสูงยิ่งหนาวก็ต้องทำใจ"
-
เห็นว่าป๋อ ทำท่าจะเข้าวงการมาตั้งแต่ยังเรียน ม. รังสิต
แต่ทำไมไม่ฉวยโอกาสนั้นไว้?
"ตอนนั้นติดเรียน
ผมเลือกที่จะเรียนไว้ก่อนครับ เพราะตอนนั้นเรียนปริญญาตรีที่
ม. รังสิต อยู่และเหลือแค่ 2 วิชาก็จะจบแล้ว และเป็น
วิชาที่ยากมาก ๆ เหมือนตัวหักเหชีวิตเลยนะ รู้เลยนะว่า
ถ้าตอนนั้นผมเลือกเข้าวงการก็จะทำไปด้วยความต้องการที่อยากจะมีชื่อเสียง
เท่านั้นเองแต่เราจะต้องสูญเสียอะไรไปแน่ ๆ อาจจะเรียนไม่จบ หรือาจจะต้อง
ติดอีก 2 วิชานั้นไปอีกเป็นปี แล้วกว่าจะมาเรียนใหม่ก็อีกนาน ผมเลยต้องเลือก
ที่จะเรียนหนังสือให้จบก่อน"
-
ในตอนนั้นไม่อยากเข้าวงการเหมือนอีกหลาย ๆ คนหรือ?
"ช่วงนั้นวัยรุ่น
ความอยากเข้าวงการมีเยอะมาก
แต่บางทีความอยากของเรานั้นมันก็มีเหตุผลที่เราต้องเลือก และสะกดความอยากของ
เราไว้บ้างเราก็ต้องรู้จักที่จะใช้มัน"
-
เมื่อเรียนจบไปเรียนต่อปริญญาโท ที่อังกฤษทันทีเลย?
"ป๋อยิ้มเปิดเผย
มีเสียงหัวเราเบา ๆ (ฮึ..ฮึ..) ก่อนจะบอกว่า"...
"วิถีชีวิตตอนนั้นค่อนข้างจะหักเหมาก
ๆ คือผมมีเพื่อนอยู่ที่โน่น
และเขาบอกว่าอังกฤษสวยงามมากน่าสนใจ โดนเพื่อนหลอกก็สวยงาม
จริง ๆ แหละครับ แต่ชีวิตที่อยู่ที่โน่นไม่ได้สวยงามดังที่มันเล่า
ลำบากมากเพราะต้องทำงานหาเงินเรียนเอง ผมจะขอพ่อแม่แค่ค่าเทอม ส่วนค่าที่พัก
และค่ากินอยู่ผมหาเอง ถ้าผมหาค่าเทอมเองจะเรียนหนังสือไม่ได้
ก็คงเรียนได้แหละครับ แต่อาจจะเรียนไม่ดี ผมบอกผมขอค่าเทอมได้ไหม
ทางบ้านก็โอเค
...ผมหางานพิเศษทำเป็นเด็กเสิร์ฟเหมือนคนทั่วไป
คนไปเรียนเมืองนอกแล้วเป็นเด็กเสิร์ฟผมคิดว่าไม่ใช่เป็นแฟชั่นนะครับ
แต่เป็นกระบวน
การเอาตัวรอดที่เราจะหาได้ในช่วงเวลานั้นคนที่ไปอยู่เมืองนอกเขาไม่รู้จะทำอะไร
มันมีข้อจำกัด เขาก็ต้องไปทำร้านอาหารไทยจริงมั้ยครับ ขัดส้งขัดส้วม
ผมทำหมดมันเป็นหน้าที่ไงครับ
แล้วถ้าเขาจะย้ายเตียงจากชั้นล่างขึ้นข้างบนก็ใช้เด็กในร้าน
จะตัดหญ้าหลังบ้านก็ให้เด็กในร้านตัดเราต้องทำเพราะ
เขาซื้อข้าวให้เรากิน"
-
ประสบการณ์การทำงานในร้านอาหาร ทำให้เราเข้าใจคนมากขึ้น?
"ใช่ครับ
มันทำให้เราสามารถเข้าใจว่าคนระดับนี้เป็นยังไง คนระดับนั้นเป็นยังไง
เรารู้จักที่จะคุยกับเขาอย่างไม่แตกต่าง เวลาผมไปกินข้าว
เด็กเสิร์ฟมา จะบอกเพื่อน ๆ ให้พูดกับเขาดี ๆ และให้ทิปเขาบ้าง
เพราะทิปนี่เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะครับ เหมือนเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย
ๆ ของคน
ที่ทำงานทางด้านบริการแม้ว่างานบริหารมีอัตราค่าจ้างบริการอยู่แล้ว
...แต่คำว่า
"ทิป" นี่ มันคือสิ่งที่บอกเขาว่า
มันคือรางวัลชีวิตของเขาในแต่ละวันเหมือนดาราที่ได้รับรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยม
โอเค. คุณเล่น
ละครไปแรก ๆ อาจจะยังไม่เข้าตาคณะกรรมการวันหนึ่งคุณได้รางวัลมา แต่นี่คือ
ทิป
ในแต่ละวันของเขา เป็นตัวพิสูจน์ว่าคุณบริการดีนะ ให้เงินพิเศษ
คุณนิด ๆ หน่อย ๆ อาจไม่ใช่เงินเยอะ แต่ผมว่าตรงนี้เป็นกำลังใจที่ดี
...อยู่เมืองนอกเราทำงานเพื่อทิปเลยนะ
ทิปนี่ได้เกือบเท่ากับเงินเดือน
เพราะเมืองนอกค่อนข้างเห็นความสำคัญของงานบริการมากเขา
ไม่จำเป็นต้องอาหารอร่อยอย่างเดียว เขาเข้าไปในร้านอาหารเขาหวังการบริการ
ยังไม่ทันนั่งโต๊ะแก้วมาอยู่ตรงนี้แล้วทุกอย่างเซอร์วิสหมด เพราะฉะนั้น
ต้องใช้ความฉลาดเฉลียาใช้เทคนิคพอสมควร
คนที่จะเป็นนักบริการที่ดีได้ต้องมีพรสวรรค์มาก ๆ ไม่ใช่ใครก็เป็นได้นะ"
-
ความรู้สึกตอนนี้เป็นอย่างไร กับความเป็น "ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ
ที่มีคนชื่นชอบ?
"ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นพระเอกดังไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นดารา
ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นอะไร แต่ผมคือ "ป๋อ" ที่เป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่ง
ที่สามารถนั่งคุยกับใครก็ได้ตามปกติ ผมไม่ได้รู้สึกถึงความแตกต่างว่าผมเป็นใคร
เพราะว่าผมไม่ได้มาจากคนที่ไม่มีอะไร คำว่า "ไม่มีอะไร"
ใน
ความหมายของผมคือ ...ผมก็มีชีวิตที่ดีของผมอยู่แล้ว ผมไม่ได้บอกว่าดีมาก
เลิศเลอ ผมไม่ได้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวยมหาศาล แต่ว่าผมใช้ชีวิต
อย่างปกติ...เพราะฉะนั้นการที่ผมมาอยู่ตรงนี้ได้ถือว่าเป็นอาชีพของผมเท่านั้นเอง
ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไร
แค่บังเอิญว่ามีคนยอมรับ มีการจับตามอง
ก็เท่านั้นเองครับ"
-
อึดอัดไหม เมื่อแฟนละครรุมล้อม?
"อึดอัดไหม"
ป๋อ ทวนคำถามท้ายเสียงนุ่มนวล
"ไม่อึดอัดนะ
แต่บางทีคนที่เข้ามาหาเรา เมื่อก่อนไม่มีใครเดินเข้ามาหาเรา
แต่วันนี้มีคนเดินเข้ามาหาเรา 100 คน จะมีคนอยู่ 60-70 คนที่
หวังดี อีก 30 คน อาจจะมีประเภทที่มาแล้วพูดไม่สุภาพกับเรา กวน ๆ "เพ่
เพ่ เพ่
เป็นดาราเหรอ ไหนเล่นละครให้ดูหน่อยเซ่"
...พอโดนอย่างนี้หลาย
ๆ ครั้ง ผมก็ต้องมีกำแพงสำหรับตัวผมเหมือนกัน
ไอ้กำแพงตัวนี้ก็กลายเป็นสะท้อนกลับไปอีกว่าป๋อเรื่องมาก
ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงทุกคนมีกำแพงของตัวเองกันทั้งนั้นแหละ
คนปกติธรรมดาบางคนไม่ชอบยิ้ม แต่ทำไมดารา-นักแสดงต้องยิ้ม ใช่..ยอมรับว่า
ดารา-นักแสดงเป็นคนของประชาชนแต่ผมว่าต้องใจกว้าง ๆ หน่อยนะครับ นั่งคุยกันดี
ๆ
น่ารักกว่า แต่ก็โชคดีว่าผมมีผู้จัดการเขาจะเป็นคนที่คอย
ช่วยผมเรื่องนี้ แต่ผมเป็นผู้ชายการที่ผุ้ชายจะพูดกับผมไม่สุภาพ เช่น
"เฮ้ย เพ่
ฯลฯ" ผมรับได้ เพราะมันก็เป็นภาษาที่ผมใช้กับเพื่อนสมัยที่เรียน
มหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ผมรับได้ไม่ต่อต้าน คือเขาพูดมาเราก็เฉย ๆ นิ่ง
ๆ
แล้วผู้จัดการจะกันให้"
-
ธรรมชาติของ ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ จริง ๆ เป็นอย่างไร นอกเหนือจากที่เห็น
คือ
เป็นคนน่ารักกันเอง เห็นคนเป็นคนมีค่าความเป็นคนเท่ากัน?
"หมดแล้วครับ
ผมไม่ค่อยมีรายละเอียดมาก ชีวิตของคนคนนี้ไม่ซับซ้อน ง่าย
ถ้าได้คุยกันจะรู้ว่าผู้ชายคนนี้ มันไม่ลึกจับต้องได้สัมผัส
ได้ง่าย เป็นคนดูง่ายครับ อย่าง พี่เอ ผู้จัดการของผมเขาจะรู้เลยว่า
อย่างเช่นวันไหนเหนื่อย คือ เราต้องมีใครจะมาโยกหัวเรา เฮฮา ได้ตลอด
พอผมเหนื่อย จะ นิ่ง ๆ เฉย ๆ เขาจะถามวันนี้เหย่อยใช่มั้ย?
วันนี้ไม่สบายใจหรือเปล่า"
ที่มา
: ภาพยนตร์บันเทิง
|